ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เริ่มติดกาแฟ อย่างน้อยทุกวันจะต้องหากาแฟมาดื่มให้ได้ บางวันก็หลายๆครั้ง แต่จริงๆแล้วสิ่งที่ชอบเกี่ยวกับการดื่มกาแฟ และหลายๆคนก็อาจรู้สึกคล้ายกัน ก็คือบรรยากาศของการดื่มกาแฟบวกกับประสบการณ์ของช่วงชีวิตในช่วงเวลานั้นๆมากกว่า

ตอนที่ทำงานอยู่ที่นิวยอร์ค เราจะชอบตื่นแต่เช้ามาต้มกาแฟ แล้วก็นั่งดื่มกาแฟพร้อมอ่านข่าวเงียบๆคนเดียวก่อนออกไปทำงาน บางวันไม่ได้ดื่มจากบ้านก็ต้องซื้อกาแฟจาก vendor หน้าสถานีรถไฟเข้าไปดื่มในที่ทำงานด้วย หรือช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ ก็จะนัดเพื่อนไปนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟแถวบ้าน เมื่อไหร่ที่นัดที่ร้านกาแฟและสั่งกาแฟร้อนกันก็มักจะคุยกันได้นานเป็นชั่วโมง (ไม่รู้ทำไม ถ้าเป็นกาแฟเย็นบรรยากาศของการดื่มมักจะเนียนไม่เท่า) แต่สังเกตุว่าเราแทบจะไม่ค่อยดื่มกาแฟหมดถ้วยเลย เนื่องจากกาแฟทั่วไปที่นิวยอร์คนี่มักจะมาในถ้วยที่จุกาแฟได้เยอะเกินกว่าที่เราจะค่อยๆดื่มแล้วกาแฟมันไม่เย็นและเสียรสชาติซะก่อน จะเรียกได้ว่าอยู่ที่นี่ปลงเรื่องรสชาติและตัวกาแฟไปเลย ต้องเอาบรรยากาศและคาเฟอีนเป็นหลักจริงๆ

เราได้รับประสบการณ์ของการดื่มกาแฟแบบใหม่อีกครั้งตอนไปเที่ยวฝรั่งเศสเมื่อสองเดือนก่อน กาแฟที่นั่น จะเป็นกาแฟที่ถูกทำแก้วต่อแก้วแบบ espresso ถ้าใส่นมก็เป็นนมร้อน steam milk และจะเสริฟในถ้วย espresso เล็กๆ สำหรับเราการดื่มกาแฟที่นี่ทำให้ความประทับใจในรสชาติของกาแฟเทียบเท่ากับความสุขกับบรรยากาศระหว่างดื่มกาแฟขึ้นมาเลย การที่กาแฟมาในถ้วยเล็กๆและแต่ละถ้วยถูกทำมาจากความพิถีพิถัน(กว่าที่เราเคยชิน – คือเทออกจากหม้อกาแฟที่ทำมาก่อนแล้ว) ทำให้เรารู้สึกถึงคุณค่าของกาแฟในถ้วยและความตั้งใจของคนที่ทำ ความรู้สึกคล้ายๆกับการดื่มยาคูลท์ตอนเด็กๆ ที่จะต้องดื่มช้าๆเพราะไม่อยากให้หมด สาวยาคูลย์ผ่านมาแค่วันละครั้งแถมไม่มีตังค์ซื้อมากกว่าครั้งละขวดด้วย ถ้าตอนนี้มีขวดยาคูลท์ขนาดใหญ่ขึ้น เราก็คงยังจะซื้อขวดขนาดเดิมอยู่ดี เพราะประสบการณ์จากการค่อยๆดื่มมันอิ่มกว่าการดื่มอะไรอึกใหญ่ๆที่มีเหลือเฟือมากอยู่เหมือนกัน

ตอนนี้มาอยู่เมืองไทยได้พักใหญ่ๆแล้ว กาแฟสำหรับเราตอนนี้ก็กลายเป็นกาแฟเย็นที่ดื่มนอกบ้านหรือไม่ก็เป็นแบบ 3 in 1 ผสมน้ำเพราะทำง่ายดีเนื่องจากไม่มีใครในบ้านดื่มกาแฟกันเลย แถมหม้อต้มกาแฟ Bialetti’s Moka Pot สุดเท่ของเรามันหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ เราชอบกาแฟเย็นแบบไทยมากๆ แต่การดื่มกาแฟที่นี่ไม่สนุกเหมือนแต่ก่อน อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาเราตั้งใจที่จะอยู่ในกรุงเทพให้ได้โดยไม่ขับรถและชีวิตประจำวันตอนนี้ไม่ทำให้มีโอกาสได้เจอร้านกาแฟบ่อยๆก็ได้ สงสัยถ้าไม่กลับไปขับรถก่อนก็อาจจะเลิกดื่มกาแฟได้เร็วๆนี้แน่เลย

สิ่งหนึ่งที่จะคิดถึงที่สุดเมื่อย้ายไปจากที่นี่ก็คงจะเป็นการที่สามารถเดินหรือขี่จักรยานไปไหนมาไหนในเมืองได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์แน่ๆ ยิ่งฟังเพลงนี้แล้วก็ยิ่งอยากให้มีเมืองที่เป็นเมืองสำหรับคนเดินมากขึ้นมากๆ เพราะนอกจากมันจะทำให้เราพึ่งรถยนต์น้อยลงในแต่ละวันแล้ว ยังทำให้เรามีกิจกรรมทำง่ายๆมากขึ้นอีกด้วย อย่างเช่น ออกไปเดินเล่นแถวบ้านเวลาอากาศดีและได้มีปฏิสัมพันธ์กับเมืองและผู้คนมากขึ้นอย่างในเพลงนี้

O Goettingen!
The Finches

Little city, big town
You know that your home
Is long away gone
And you are alone

Little city, big town
You know that you’re waiting
For your life to go

Oh
We’ll walk through the city
Tonight
I’m tired of watching
And I
Am sure that each single street
belongs to me

Oh
The stones under street lamps
Shone bright
As I tore through town
On my bike
To catch every breath
That weighted, cold and clean

Oh
When I was nineteen
I moved away from my country
Oh
You’ll always remind me
Of lawns beneath the strongest trees

Little city, big town
You know that your home
Is long away gone
And you are a

Little city, big town
You know that you’re waiting
For your life to go

Oh
We made it the best week
In song and mugs of ginger tea
At home
We made it for only us three

And we walked through the city
That night
We were tired of watching
And I
Was sure that each single street
Belonged to me

Oh
You’ll always remind me
Of lawns beneath the strongest trees
And
We made it the best week
Did it exist outside of dreams?

So come lie beside me
The grass is so warm
And the air is green
The sky is grey
But the clouds are clean

In this
Little city, big town
You know that your home
Is long away gone
And you are a…

The Finches

bludot

Real Good Chair เป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นเฟอร์นิเจอร์ powder-coated สีสดใสของ Blu Dot บริษัทจาก Minneapolis, Minesota ตอนนี้มีโชว์รูมอยู่ใน SoHo แล้ว เดินผ่านเห็นแล้วมีความสุขดี

เพิ่งรู้ว่าเก้าอี้ตัวนี้จะส่งมาแบบแบนๆ แล้วพอจะใช้ก็มาพับขึ้นเป็นรูปร่างเอาเอง ตั้งแต่เห็นเก้าอี้ที่มีแนวคิดอย่างนี้มา เก้าอี้ตัวนี้เป็นตัวที่น่ารักและมีเอกลักษณ์มากที่สุดตัวหนึ่งเลย

Blu Dot

ไปเจอร้านไอศกรีมทิพย์รสในอินเทอร์เนตเลยต้องบันทึกเอาไว้จะได้ไม่ลืมไปทานเมื่อมีโอกาส ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ ถนนมหาไชย ซอยสำราญราษฎร กรุงเทพฯ ตรงประตูผี (อยู่ตรงไหนหนอ?) มีรสไอศกรีมให้เลือกมากมาย อย่างเช่น รสกาแฟโบราณ รสเผือก รสกะทิรวมมิตร รสกะทิข้าวโพด รสกะทิแมงลัก รสชาเย็น โอ อิจฉาคนบ้านอยู่แถวนั้นจัง

“…although when you are quiet, that’s when you hear the people who talk too much. There’s always that one friend that never stops talking. And if you don’t think you have a friend like that, you are that person.”

เพราะ iPhone และ YouTube ทำให้เดี๋ยวนี้เวลาเข้านอน แทนที่จะอ่านหนังสือ เลยหันมาดู-ฟัง monologue ของ Ellen จากรายการ The Ellen Degeneres Show แทน สุดยอด เขาพูดไหลไปเรื่อยได้ธรรมชาติสุดๆ ชอบที่เขาตลกได้โดยไม่ต้องว่าใคร เอาคนอื่นมาเล่นเป็นตัวตลก หรื่อทำท่าทางสกปรก ถ้าตัวจริงของ Ellen เป็นเหมือนกับที่เขาแสดงออกในรายการก็คงดี

The Ellen Degeneres Show

ไม่ได้ไปเที่ยว Central Park มานานมากๆ ภาพสุดท้ายที่จำได้ ส่วนใหญ่จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ คนเยอะมาก มีวงดนตรีมาเล่นเต็มไปหมด สนุกดี แต่เหมือนกับว่าไปทำกิจกรรมมากกว่าไปพักผ่อน มาคราวนี้ บังเอิญมีโอกาสไปเที่ยวที่นี่ตอนบ่ายวันธรรมดา และเป็นฤดูใบไม้ผลิ เลยมีดอกไม้ขึ้นเต็มไปหมด สงบ เงียบดี นั่งอ่านหนังสือเนียนมากๆ

central-park-005-editted

central-park-033-editted

central-park-035-editted

central-park-071-editted

Central Park

070112093108s

เห็นที่เปิดขวดไวน์อันนี้ที่บ้านเพื่อน สวยดี ใช้ง่ายด้วย อุตส่าห์กลับมาลองหาดูในอินเทอร์เนต เจอแต่แบบขาย wholesale แถมหายากมากๆด้วยกว่าจะเจอ

ถ้ามี search engine แบบที่ใช้รูปหาข้อมูลได้คงจะดี

SZ-Wholesale: Wine Bottle Opener

กลับมาจากเปรูได้เกือบสองอาทิตย์แล้ว โชคดีรอดชีวิตมาจาก Inca Trail ได้ :- D แต่ก็ยังคิดว่าคิดถูกที่เลือกไปเดินกันอยู่ดี เราไปทั้งหมด 4 วัน (ระยะทางประมาณ 46 กิโลเมตร เดินขึ้นเขาประมาณ 1 กิโลเมตร ข้ามเขา 5 ลูก) เริ่มเดินจากกิโลเมตรที่ 82 ไปสุดที่มาชูพิคชู มีคนไปเดินด้วยกันทั้งหมด 20 คน บวกกับไกด์ 3 คนและคนช่วยแบกเต้นท์และอาหารอีก 20 กว่าคน สองวันแรกสำหรับเรายากมากๆ เพราะส่วนใหญ่จะเดินขึ้นและขั้นบันไดส่วนใหญ่ที่ชาวอินคาสร้างเอาไว้ชันมากๆ (ที่สร้างอย่างนี้เพราะทำให้วิ่งขึ้นลงได้ง่ายและเร็วขึ้น) แล้วเส้นทางที่เราไปอยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 2,400 เมตร - 4,200 เมตร มีออกซิเจนเบาบาง ทำให้เราหายใจยากมากๆโดยเฉพาะเวลาออกกำลังกายหนักและระบบต่างๆในร่างกายก็จะทำงานช้ากว่าปกติ

ถึงเหนื่อยสุดๆและโกรธขั้นบันไดทุกขั้นที่ไปเจอมา สำหรับเราประสบการณ์นี้เป็นประสบการณ์ที่ดีมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะนอกจากจะได้ไปอยู่ในธรรมชาติที่เราไม่คุ้นเคย (ไม่เคยไปอยู่ในที่สูงขนาดนั้นมาก่อน) และเห็นซากปรักหักพังต่างๆระหว่างทางและเรียนรู้เรื่องประวัติของชาวอินคาแล้ว ยังได้พบเจอคนหลากหลายอีกด้วย ในกลุ่มที่ไปด้วยกันมีคนมาจาก ออสเตรเลีย แคนาดา สวิสเซอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และ เยอรมันนี คนที่มาส่วนใหญ่มีเวลาเยอะมาก หลายคนใช้เวลาทั้งหมด 3-6 เดือนเที่ยวทั้งอเมริกาใต้ พอรู้ว่าเรามากัน 10 วันเพราะทำงานที่อเมริกามีวันหยุดไม่เยอะมาก แค่ 10 วันต่อปี แถมไม่ได้ทีเดียว 10 วันด้วยแต่จะได้เพิ่มมา 0.83333* วันทุกๆ 1 เดือน หัวเราะกันใหญ่ เขาบอกว่าย้ายมาทำงานที่ยุโรปเถอะ เพราะว่าวันหยุดของคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานที่นั่นก็ 3 อาทิตย์ขึ้นไปแล้ว เค้าได้เห็นโลกกันเยอะมากๆ ได้ยินอย่างนี้ยิ่งรู้สึกว่าคิดไม่ผิดที่ลาออกจากงานเลย

จริงๆการที่มาเดินพวกเราตั้งใจว่าจะมาวางแผนเรื่องงานกัน เอาเข้าจริงสลบคาเต้นท์ทุกคืน ระหว่างเดินก็ไม่สามารถคุยได้เพราะหายใจไม่ออก (ไม้เดินป่าที่ใช้ วันสุดท้ายใช้เป็นไม้เท้าแทนแล้ว) แต่ก็ได้อะไรอ้อมๆมาบ้าง อย่างเช่น เวลาที่เดินขึ้นเขา เราจะหายใจไม่ค่อยทันทำให้ต้องหยุดพักเป็นช่วงๆ เรารู้สึกว่าเราเดินได้ทีละน้อยๆ แต่พอหันหลังไปจะพบว่าเรามาได้ไกลกว่าที่เราคิดทุกครั้ง เดี๋ยวนี้เวลาเจออะไรยากๆหนักๆ ก็เลยต้องนึกถึงการมาเดินที่นี่ เพราะถึงเหนื่อยและท้อแค่ไหนแต่ถ้าไม่หยุดทำและไม่ได้กำลังไปผิดทางอยู่ ถึงจะช้าก็มีวันทำสำเร็จ แต่ถ้าหยุดทำมันก็ไม่มีทางทำสำเร็จแน่ๆ

อีกอย่างก็คือ ได้เห็นปัจจัยเรื่องเวลา(อายุ)ชัดขึ้นมากๆ เราอยู่ในพวกที่แก่ที่สุดในกลุ่มที่ไปด้วยกันเลย โชคดีที่มาเที่ยวที่นี่กันตอนที่ร่างกายยังรับได้อยู่ แต่ทำให้เห็นว่าในแต่ละช่วงอายุมันมีสิ่งที่เหมาะสมต่างกัน ทั้งเรื่องงานและเรื่องเที่ยว หลายอย่างถ้าไม่ทำตอนนี้ อาจจะอดทำตลอดไปเลยก็ได้!

inca-trail-01

inca-trail-02

inca-trail-03

inca-trail-04

inca-trail-05

Inca Trail

*ชอบเวลาที่อยู่ที่เปรูมาตลอด 10 วัน แต่มาเซ็งเอาตอนวันเดินทางกลับที่สนามบินที่ Lima เพราะว่าเขาเก็บภาษีสนามบินสำหรับคนที่เดินทางระหว่างประเทศถึง US$31 ต่อคน เทียบกับค่าครองชีพที่นั่นมันบ้าไปแล้ว ที่ยิ่งทำให้เซ็งกว่านั้นคือ ตรงแคชเชียร์มีกล่องรับบริจาคเงินช่วยเหลือเด็กน้อยยากจนในเปรู เจ็บใจที่เงินก้อนนั้นเสียไปเพื่อมาบำรุงสนามบินที่มีแต่ร้านค้าหรูหราขายของฝากซ้ำๆกัน ตู้กดเอทีเอ็มยี่ห้อเดียวทั้งสนามบิน ร้านอาหารฟาสฟู้ดจากต่างประเทศ แต่กลับไม่ได้ถูกนำไห้เด็กยากจนเหล่านั้น

อีกสองวันจะออกเดินทางไปเปรู ตื่นเต้นมากๆ เพราะจะได้ไป Machu Picchu ที่อยากไปมาตั้งนานและจะเป็นครั้งแรกที่ได้ไปเยือนทวีปอเมริกาใต้ แค่จัดกระเป๋าก็สนุกแล้ว คิดถึงตอนไปเที่ยวเพชรบุรี พี่มาร์คใส่เสื้อสีสดสุดๆมาเลย เพราะจะถ่ายรูปออกมาเด่นสุด พี่นุ้ยจะใช้หลักการเดียวกันนี้กับทริปนี้ เราว่าพี่นุ้ยคิดผิดถนัด เพราะคนพื้นเมืองที่นั่นสีสันเต็มตัวอยู่แล้ว เพื่อเป็นการแย่งซีนทุกคน เอาเสื้อผ้าสีเรียบๆไปดีกว่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!

Phish is back!

Phish

***

619h4mcxznl__sl500_aa240_1

Phish: The Clifford Ball

 

November 2009
S M T W T F S
« Aug    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930  

Recent Comments

Blog Stats

  • 1,764 hits