อยู่มาวันหนึ่งไม่รู้ทำไม รู้สึกว่าไม่อยากไปทำงานที่บริษัทอีกแล้ว ก็เลยคิดว่าจริงๆแล้วเราอยากทำอะไรกันแน่ พยายามคิดชื่อบริษัทออกแบบในนิวยอร์คที่เราอยากลองสมัครไปทำงานดู แต่ก็ไม่มีที่ไหนเลยที่อยากไปทำ แม้แต่บริษัทที่เมื่อ 6-7 เดือนก่อนยังอยากได้เข้าไปอยู่เลย วันนี้เลยเดินไปบอกเจ้านายว่าจะลาออกจากงาน เพื่อจะได้มีเวลามาทุ่มเทกับโปรเจคส่วนตัวและเริ่มสร้างสตูดิโอเล็กๆของตัวเองจริงๆจังๆสักที เพื่อนหลายคนตกใจว่าทำไมมาลาออกเอาตอนเศรษฐกิจอย่างนี้ สำหรับเราถ้าไม่ออกเดือนนี้ เดือนหน้าก็ต้องเดินไปลาออกอีกอยู่ดี เวลาสำคัญกว่าไหนๆก็มั่นใจแล้วว่าต้องการอะไร ทำมันเลยดีกว่า เริ่มเร็วขึ้นถ้าทำผิดพลาดอย่างน้อยจะได้มีเวลาเผื่อไว้แก้ไข คิดแล้วรู้สึกว่ามันมีแรงกลับขึ้นมาอีกครั้งเลย : -)
คืนนี้มี The Sound of Music ฉายในทีวี ตอนเด็กๆดูบ่อยมากเพราะว่าเป็นหนังเรื่องโปรดของแม่ เอาเข้าจริงๆแล้วครั้งสุดท้ายที่ดูเรื่องนี้คงจะไม่ต่ำกว่า 8 ปีที่แล้ว สำหรับเราเรื่องนี้ดูยังไงก็มีความสุข คิดถึงครั้งแรกๆที่ดู จะมีเสียงแม่ร้องเพลงประกอบด้วยทุกครั้ง
จำได้ว่าตอนที่ยังเด็ก สนุกกับเพลง Do-re-mi กับ My Favourite Things มาก มาคราวนี้เปลี่ยนมาชอบ Edelweiss เศร้าดี อยากรู้เหมือนกันว่าอีก 10 ปีถ้ามาดูหนังเรื่องนี้จะเห็นส่วนไหนของมันชัดขึ้นมาก็ไม่รู้
***

The Sound of Music (Two-Disc 40th Anniversary Special Edition) (1965)
ย้ายมาแถวนี้ได้ 4 ปีแล้ว ไม่รู้ว่าจะอยู่อีกนานเท่าไหร่ เมื่อถึงเวลาย้ายจากนิวยอร์ค ที่นี่จะเป็นที่ที่คิดถึงที่สุดแน่ๆ (จะไม่ย้ายก็เพราะที่นี่อีกนั้นแหละ) จริงๆแล้วถนนแถวนี้มีต้นไม้ร่มรื่นมากกว่านี้มาก แต่ไม่เห็นในรูปพวกนี้เลย เอาไว้พออากาศดีขึ้นแล้วจะไปถ่ายรูปมาลงอีกที




วันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นวันศุกร์หลังวัน Thanksgiving ครั้งแรกที่ได้หยุดงาน ก็เลยออกไปเดินเล่นในแมนฮัตตัน แล้วแวะไปที่ Aero ร้านเฟอร์นิเจอร์ของ Thomas O’Brien ที่มีทั้งงานของเขาเองและ vintage ตั้งอยู่บนถนน Broome Street ใน SoHo (ข้างบนของร้านนี้คืออพาร์ทเม้นท์ที่ Heath Ledger เสียชีวิตด้วย)
ที่ร้าน เราไปเจอ mid-century dresser ของ Jens Risom คุณ Julia คนขายบอกว่าเป็น vintage เพิ่งรู้ไม่นานมานี้เองว่าตอนนี้เขาอายุ 90 ปี ยังออกแบบเฟอร์นิเจอร์อยู่เลย (งานยุคปัจจุบันของเขาก็ยังดูเป็นงานยุค mid-century modern อยู่ดี มีขายอยู่ที่ Ralph Pucci International ) ดีจัง ในโลกนี้นี่มีสักกี่คนที่ได้เห็นงานของตัวเองกลายเป็น vintage อย่างนี้บ้างน่ะ
How to See เป็นหนังสือที่รวบรวมภาพถ่ายและบทความ เขียนโดย George Nelson หนึ่งในผู้ที่วางรากฐานของ Modernist Design ในประเทศอเมริกา หนังสือเล่มที่เขียนถึงการมองและการแปลความหมายสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ (ในมุมมองของ George Nelson) เพื่อทำให้เกิด awareness ในการใช้ชีวิตประจำวัน หรือสำหรับนักออกแบบ งานของเขามีผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรได้บ้าง
George Nelson ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ชื่อที่เหมาะกับหนังสือเล่มนี้จริงๆควรจะเป็น How I see เพราะว่าทุกๆคนมองเห็นโลกแตกต่างกันไปเนื่องจากมีจุดโฟกัสที่ไม่เหมือนกัน เขาจึงแนะนำว่าหนังสือเล่มนี้จึงควรใช้เป็นคู่มือในการมองและการเรียนรู้มุมมองของผู้อื่น และเพื่อให้การตั้งโจทย์ในการมองแต่ละครั้งกว้างและหลากหลายขึ้น
“Einstein has been reported as saying that it is not possible to make an observation unless the observer has a theory to bring to bear on what he is looking at. In a sense, this is as true of laymen as it is of scientists. We all tend to see in terms of what we know, or believe. “
หนังสือเล่มนี่จริงๆแล้วหายากมากเพราะถูกพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1977 แต่โชคดีมากๆ ที่ในปี 2003 Rob Forbes ผู้ก่อตั้ง Design Within Reach ได้นำหนังสือเล่มนี้กลับมาพิมพ์อีกครั้ง เราว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือที่ทำให้เรามองอะไรกว้างขึ้นจากที่เป็นอยู่ขึ้นอีกและเราคิดว่าทุกคนที่สนใจเรื่องการออกแบบน่าจะได้อ่านกัน
***

เห็นโปสเตอร์ Flight of the Conchords มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ในที่สุดก็ตัดสินใจเช่า DVD มาดู ขำสุดๆ เป็นเรื่องของนักดนตรีสองคน Bret McKenzie กับ Jemaine Clement จากประเทศนิวซีแลนด์ที่มาหาชื่อเสียงที่นิวยอร์ค แต่ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ในซีรี่ซ์นี้ ทุกคนที่เป็นคนนิวซีแลนด์จะเป็นคนซื่อ จริงใจ และจะไม่ถูกกับคนออสเตรเลีย (แค่นี้ก็ขำแล้ว) Bret และ Jemaine จะร้องเพลงประกอบความรู้สึกหรือเหตุการณ์ในเรื่องแทรกเข้ามาอยู่เรื่อยๆ (ซึ่งเวลาที่ร้องเพลงจะกลายเป็นคนอีกบุคลิกนึงทันที)
วีดีโอข้างบนเป็นตอนที่ Bret ร้องเพลงที่แต่งให้ Coco แฟนสาว (ชื่อคล้องกับ Yoko มีตอนนึงที่วง Flight of the Conchords แตกเพราะ Coco) Jemaine ก็มาร้องร่วมด้วย (เฉยเลย) จริงๆแล้วเพลงที่ Bret แต่งยาวกว่า 20 หน้ากระดาษเพราะพรำถึงทุกอย่างที่เค้าจะทำเพื่อ Coco อย่างเช่น จะปีนเขาที่สูงที่สุด อย่างนู้น อย่างนี้…. แต่ Jemaine แนะนำว่าควรจะเขียนแต่สิ่งที่ Bret จะทำได้จริงๆ ก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ ฮา
***

Feist performed this adorable song in August for Sesame Street 39th season and I still can’t get it out of my head.
1234
Feist
1234 monsters walking cross the floor
I love counting
Counting to a number four
Are you counting
Counting with me?
To one less than five
And one more than three
oh ohoh
Counting to four
Oh ohoh
Let’s count some more
1234 penguins just went by the door
I love counting
Counting to the number four
I see four here
I see four there
I love number
Nothing can compare
Oh ohoh
Counting to four
Oh ohoh
Let’s count some more
1234 chicken just back from the shore
I love counting
Counting to the number four
Oh ohoh
Counting to four
Oh ohoh
Let’s count some more
1234 chicken just back from the shore
1234 penguins just went by the door
1234 monsters walking cross the floor
***



OHNY Weekend กลับมาอีกแล้ว จริงๆแล้วไม่ได้ตั้งใจจะไปดูโปรเจคไหนเลย แต่ดันไปบังเอิญเจอ โปรเจคคอนโดมิเนียม Metal Shutter Houses ที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่น Shigeru Ban ก็เปิดให้คนไปชมกับเค้าด้วย แถมยังได้ Dean Maltz (คู่หูสาขานิวยอร์คของคุณ Ban) มาอธิบายโปรเจคให้ฟัง ยังไงก็ต้องดีกว่านั่งอยู่บ้านแน่ๆ เลยออกไปดูกัน และก็พบว่าอะไรที่ฟังแล้วดีเกินจริง ก็จะเกินจริงจริงๆด้วย โปรเจคนี้ยังเป็นหลุมในโปรเจคไซด์อยู่เลย ได้ดูโมเดลและ renderings แทน
โปรเจคนี้ Shigeru Ban นำประตูม้วนเหล็กซึ่งเห็นได้ทั่วไปในแถว Chelsea ย่านแกลลอรี่ศิลปะในนิวยอร์ค ซึ่งเป็นที่ตั้งของโปรเจค มาทำเป็น architectural curtain ที่ใช้ปรับระดับความสัมพันธ์ของผู้ที่อาศัยอยู่ในตึกกับโลกภายนอก นอกจากเราจะชอบการทดลองนำวัสดุที่ไม่เกี่ยวมาใช้ในสถาปัตยกรรมของ Shigeru Ban แล้ว เรายังชอบ space planning ของเขามากๆด้วย เพราะเขาสามารถทำให้ทั้งภายนอกและภายในทำงานด้วยกันได้โดยที่มีพื้นที่เสียน้อยมากและยังดูมีเอกลักษ์ได้ (ดูเหมือนกับเป็นสิ่งปกติที่ควรจะเกิดขึ้น แต่ที่เห็นมามีน้อยมากที่สถาปนิกจะคำนึงถึงภายนอกและภายในพร้อมๆกัน และทำออกมาได้ดีทั้งคู่)


รูปงานจากนิทรรศการ ‘New Bamboo: Contemporary Japanese Masters’ จัดที่ Japan Society ที่แมนฮัตตัน เป็นงานที่รวบรวมเอางานศิลปะที่สร้างจากไม้ไผ่ มีหลายงานเป็นแรงบันดาลใจที่ดีมากๆ
งานนี้ดูแล้วอยากให้เมืองไทยมีศูนย์วัฒนธรรมที่ดีอย่างนี้ในนิวยอร์คบ้าง
‘New Bamboo: Contemporary Japanese Masters’ Exhibition
***

Recent Comments